23 ธันวาคม 2009ด้วยรัก ความตาย หัวใจอิ่มเอม
[1]
[ร้านชำแห่งหนึ่ง]
ตีหนึ่งกว่าแล้ว ผมนอนไม่หลับ ใจหนึ่งอยากออกเดินทางสู่แดนฝันแต่ไม่อาจข่มตา ผมตัดสินใจออกเดินทางจากบ้านกลางดึกสงัด เพื่อมุ่งหน้าไปยังร้านชำเล็กๆ แห่งหนึ่งในดินแดนห่างไกล ตามคำแนะนำของเพื่อนหญิงผู้มีศิลปะเจือปนอยู่ในห้วงลมหายใจ
ในเมืองเล็กๆ ซึ่งศาสนาเลือนหายจากสำนึกของผู้คน เมื่อขาดไร้ศีลธรรม การฆ่าตัวตายจึงไม่ผิดบาปต่อมาตรวัดใดๆ ครอบครัวเล็กๆ จึงอาศัยโอกาสทางการตลาดนี้ธุรกิจ ค้าขายความตายแก่ชาวเมืองผู้ปรารถนาจะจบชีวิตระทมของตน ที่แวะเวียนมาเป็นลูกค้าไม่ขาดสาย ด้วยสโลแกนของร้านที่ว่า “ไม่ตายยินดีคืนเงิน” คงบอกชัดอยู่แล้วว่าร้านนี้ไม่หวังลูกค้าประจำที่ย้อนมาอุดหนุนเป็นครั้งที่สอง
นั่งอยู่คนเดียว มันเปลี่ยว มันเหงา เขาไม่มาสนใจ
ใครจะไปทางไหน สุดแท้แต่ใจเขา
มากมายปัญหา จึงเกิดขึ้นมา โยนไปบนท้องฟ้า
เรา มันแค่ ลูกหมา ตาดำดำ
“ร้านชำสำหรับคนอยากตาย” (Suicide Shop) กิจการเล็กๆ ที่ดำเนินกิจการโดยครอบครัวสกุล “ตูวาช” สองผัวเมียและลูกๆ ทั้งสามคนซึ่งถูกตั้งชื่อตามคนดังในประวัติศาสตร์ที่จบชีวิตด้วยการฆ่าตัวตาย “วินเซนต์” ลูกชายคนโต (แวนโกะห์) “มาริลิน” ลูกสาวคนกลาง (มอนโร) และ “อลัน” ลูกชายคนเล็กที่นิสัยใจคอต่างกับสมาชิกคนอื่นในบ้านจนเป็นเหมือนแกะขาวผู้ร่าเริง อารมณ์สุนทรีย์ มองโลกในแง่งามท่ามกลางแกะดำ

คงสงสัยใช่ไหมว่า “อลัน” คนไหนในประวัติศาสตร์โลกที่ฆ่าตัวตาย นั่นไม่สำคัญหรอกในเมื่อเขาเป็นเด็กไม่พึงปรารถนาซึ่งเกิดจากความผิดพลาดในการทดสอบสินค้า “ถุงยางอนามัยสำหรับคนอยากตายด้วยกามโรค” รอยยิ้มของเขาจึงเสมือนสิ่งไม่เจริญตาแก่พ่อและแม่ เมื่อเทียบกับการมองดูลูกรักอีกสองคน
สุดแท้แต่ใจ ของใครจะฝัน อย่ากีดกั้นมันด้วยความรู้สึก
ตรวจตราตรึกตรองด้วยความสำนึก ว่าลึกๆ นั้นเบียดเบียนผู้ใด
และใครๆ ในโลกมันโศกมันเศร้า เราไม่มีกังวล
ทุกข์ที่เราผจญ นั้นเพียงอณู
ขณะที่ผมเดินเลือกสินค้าในร้านทีละหน้ากระดาษ ก็ต้องนึกทึ่งกับสินค้าที่ร้านชำนี้จำหน่าย ไม่ว่าจะเป็น “เชือกแขวนคอ” สินค้าเบสต์เซลเลอร์ของร้าน “จูบมรณะ” สู่ความตายอย่างดูดดื่มกับมาริลิน ไปจนถึง “ชุดฮาราคีรี” สำหรับคว้านท้องแบบญี่ปุ่นที่รับประกันความตายด้วยการทำเครื่องหมายกากบาทชี้ตำเหน่งในการเสียบมีดให้ไม่พลาดจุดสำคัญไว้ชัดเจน ระหว่างนั้นเสียงผิวปากเพลง “Don’t worry be happy” อย่างอารมณ์ดีของลูกชายคนเล็กแว่วเข้าหู
ผมหันไปยิ้มให้กับเด็กชายตัวน้อยต้นเสียงตรงมุมหนึ่งของร้าน
หากเปรียบกับโลกที่ใหญ่เท่าฟ้า
ดวงดารานับพัน จักรวาลยิ่งใหญ่กว่านั้น
ฉันก็ตัวนิดเดียว
[2]
[เมืองยามางาตะ ชนบทประเทศญี่ปุ่น]
“ไดโงะ” อดีตหนุ่มนักเชลโลประจำวงออเครสตร้าในเมืองใหญ่ กลับมายังบ้านเกิดในชนบทหลังจากเจอข่าวร้ายที่ตัวเองต้องตกงาน เขาหวังเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่ปราศจากเสียงดนตรีคลาสสิคด้วยการสมัครงานบริษัททัวร์ แต่กลับต้องอึ้งเมื่อได้รู้ความจริงว่างานใหม่ของเขาไม่ได้เกี่ยวกับการเดินทางปกติ
งานใหม่ของเขากลับกลายเป็นอาชีพคนทำพิธีบรรจุศพคนตาย (“โนคัง”) ซึ่งจะว่าไปแล้วก็เป็นเหมือนไกด์ที่นำเที่ยวคนตายสู่โลกหน้านั่นล่ะ อาชีพไม่พึงปรารถนานักในสายตาผู้คนรอบข้าง แม้ภรรยาคนสวยของเขาจะเข้าใจในห้วงชีวิตยากลำบากของเขาและยินดีที่จะย้ายบ้านจากเมืองใหญ่สู่ชีวิตสมถะในเมืองห่างไกล แต่เขาก็เลือกที่จะปิดบังอาชีพใหม่ของเขาไม่ให้เธอล่วงรู้
สุดแท้แต่ใจ ของใครจะฝัน อย่ากีดกั้นมันด้วยความรู้สึก
ตรวจตราตรึกตรองด้วยความสำนึก ว่าลึกๆ นั้นเบียดเบียนผู้ใด
และใครๆ ในโลกมันโศกมันเศร้า เราไม่มีกังวล
ทุกข์ที่เราผจญ นั้นเพียงอณู
ผมมีโอกาสได้รู้จักกับไดโงะและติดตามดูการทำงานของเขากับประธานบริษัทผู้เป็นทั้งหัวหน้าและอาจารย์ ในบ่ายวันหนึ่งผ่านทางหน้าจอ หน้าที่ของโนคังเช่นเขาอันที่จริงแล้วควรจะเรียกว่า “งานศิลปะ” แขนงหนึ่งก็ไม่ผิดนัก การทำความสะอาดชำระล้างร่างไร้วิญญาณ เปลี่ยนเครื่องแต่งกายและแต่งหน้าทาปากให้ผู้ล่วงลับ ก่อนที่จะให้ญาติมิตรเข้ามาเคารพและส่งศพสู่การเดินทางล่วงหน้าสู่ดินแดนหลังความตาย

หากนี่คือ “พิธีกรรม” ก็เป็นพิธีกรรมที่เปี่ยมด้วยคุณค่าเชิงศิลปะ
หากนี่คือ “งานศิลปะ” ก็เป็นศิลปะที่เปี่ยมด้วยความเคารพนบนอบแด่ผู้ด่วนอำลา
และหากนี่คือ “อาชีพไม่พึงปรารถนา” เราคงต้องหันมาทบทวน “ความปรารถนา” กันเสียใหม่กระมัง
หากเปรียบกับโลกที่ใหญ่เท่าฟ้า
ดวงดารานับพัน จักรวาลยิ่งใหญ่กว่านั้น
ฉันก็ตัวนิดเดียว
[3]
[โซฟาสีส้มในห้องเล็กๆ ย่านเหม่งจ๋าย]
ผมละสายตาจากตัวอักษรในประโยคปิดท้ายเล่มของหนังสือ “ร้านชำสำหรับคนอยากตาย” นวนิยายขันขื่นของ “ฌอง เติลเล่” นักเขียนฝรั่งเศส เหลือบมองนาฬิกาบอกเวลาตีสี่กว่าเข้าไปแล้ว เวลาแบบนี้คนส่วนใหญ่คงคำนึงถึงการนอนหลับใหลมากกว่ามาใคร่ครวญเรื่องความตาย ผมชื่นชมผู้เขียนที่สามารถเสียดเย้ยเรื่องหนักหนาสาหัสของชีวิตผู้คนได้สนุกและเปี่ยมอารมณ์ขันที่ร้ายกาจอยู่ในที ขณะที่ไม่ลืมจะนึกถึงเรื่องราวความตายในอีกแง่มุมหนึ่งที่พบเจอในภาพยนตร์ญี่ปุ่นเรื่อง “Departures : The gift of last memories” ของผู้กำกับ “โยจิโร่ ทาคิตะ”
เอาอะไรกันมาก จะเอาอะไรกันมาก
อีกไม่นานก็ตาย อีกไม่นานก็ตาย
เอาอะไรกันมาก จะเอาอะไรกันมาก
อีกไม่นานก็ตาย ตายแค่เรื่องนิดเดียว
ในมุมหนึ่งบนหน้ากระดาษ ผู้คนปรารถนาความตายอันสุนทรีย์ของตนเอง ขณะที่อีกฟากฝั่งวัฒนธรรมบนจอเงิน ผู้คนอีกกลุ่มสรรสร้างศิลปะในการเดินทางภายหลังจากนั้น ผมค้นหาซีดีเพลงในบ้าน เพราะนึกอยากฟังเพลงๆ หนึ่งที่นึกถึงและไม่ได้เปิดฟังมาหลายปี
อีกไม่นานก็ตาย อีกไม่นานก็ตาย
เอาอะไรกันมาก จะเอาอะไรกันมาก
อีกไม่นานก็ตาย ตายแค่เรื่องนิดเดียว
แม้เราจะกล่าวว่า “ความตาย” เป็น “เรื่องนิดเดียว” แต่คงไม่ได้หมายความว่า “การมีชีวิตอยู่” เป็น “เรื่องใหญ่โต” หรอก ทั้งสองอย่างต่างก็เป็น “เรื่องๆ หนึ่ง” เท่านั้นเอง
==========================================
หมายเหตุท้ายบันทึก
- “ร้านชำสำหรับคนอยากตาย” นวนิยายแปลของ ฌอง เติลเล่ สนพ. Freeform
- “Departures” หนังญี่ปุ่นเจ้าของรางวัลออสการ์สาขาภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมปีล่าสุด ชื่อไทย “ความสุขนั้น นิรันดร” ดูหนังตัวอย่างที่นี่
- เพลง “เรื่องนิดเดียว” ของศิลปินส่งเสริมพุทธศาสนาชื่อกลุ่ม “เรียนเชิญผู้มีจิตศรัทธา” ในอัลบั้ม “เกาะบันไดวัด”
- ชื่อบันทึกวันนี้ ดัดแปลงโดยไม่ขออนุญาตจาก “ด้วยรัก ความตาย หัวใจสลาย” ชื่อไทยของนวนิยายแปลของนักเขียนญี่ปุ่น Haruki Murakami เรื่อง “Norwegian Wood” สำนวนแปลของคุณ นพดล เวชสวัสดิ์
==========================================
Tags: ความตาย, ภาพยนตร์, หนังสือ, เพลงไทย

ปอนด์
23 ธันวาคม 2009, 10:51
อ่านจบแล้วเราก็อยากอ่านขึ้นมาทันทีเลย