16 ตุลาคม 2003ต้นไม้ใหญ่และสายลมหนาว

เช้าวันนี้อากาศดีเหลือเกิน…
ฉันตื่นมาในอ้อมกอดแห่งสายลมหนาวที่โชยพัดมาเยี่ยมเยือน
ณ ห้วงเวลาอันเป็นรอยต่อแห่งฤดูกาลอันยุ่งเหยิง
และรอยต่อแห่งจิตใจของฉันที่วุ่นวายสับสนไม่แพ้กัน
แม้จะได้ชื่อว่า “สายลมหนาว” …
แต่วงแขนเธอที่โอบล้อมฉันไว้ช่างอบอุ่นยิ่งนัก
…
ฉันรักเธอนะ
และปรารถนาให้เธอรักฉันเฉกเช่นกัน
…
ฉันตระหนักในใจเสมอ…
ว่าฉันสามารถแสดงความรักต่อเธอได้
ฉันรับรู้และสัมผัสความรักจากเธอได้
ฉันชื่นชมกลิ่นหอมแห่งมวลไม้ดอกนานาที่เธอพัดพามาฝากได้
ฉันขับขานดนตรีในท่วงทำนองอันสุนทรีย์แห่งโลกให้เธอฟังได้
…
แต่เธอคือความงามแห่งฤดูกาลที่ฉันมิอาจครอบครอง
…
เช่นเดียวกับที่ฉันเป็นต้นไม้ใหญ่ ที่หยั่งรากลึกในมิติแห่งตนจนมิอาจหักโค่น หรือแม้เพียงจะเอนไหวไล้ลู่ไปตามสายลมเช่นเธอได้
เราต่างดำเนินไปตามวิถีแห่งตน โดยรับรู้เสมอว่าต่างมีกันและกันอยู่
นั่นมิใช่ความรักหรอกหรือ?
…
…
…
…
…
…
…
…
…
ค่ำคืนนี้อากาศดีเหลือทน…
ฉันพยายามข่มตาให้หลับเพื่อหลุดพ้นจากความเปลี่ยวเหงา
“สายลมหนาว” ลาจากฉันไปแล้ว ความอบอุ่นคล้อยเคลื่อนคืนสู่ร่างกาย แต่จิตใจกลับพลันหนาวเหน็บยิ่ง
แม้ฉันรับรู้ในกฎเกณฑ์แห่งฤดูกาลเป็นอย่างดี แต่ห้วงเวลาแห่งการลาจากกันมาถึงเร็วจนน่าใจหายไม่น้อย
ฉันกลับสู่รากเหง้าแห่งตนอีกครั้ง ในขณะที่เธอโชยพัดสู่แดนดินถิ่นกำเนิดเช่นกัน
…
ฉันยิ้มรับการลาจากได้จากใจจริง และยินดีในรอยยิ้มของเธอยามอำลาสู่ดินแดนอื่น
เพลงโศกหาใช่บทเพลงที่ฉันจะบรรเลงในเวลาแห่งการพลัดพราก
ฉันขอเลือกที่จะขับขานลำนำอันรื่นรมย์แด่เธอ ในจังหวะที่สอดคล้องกับความเป็นไปของโลก ความงดงามของธรรมชาติ และสัจจะแห่งฤดูกาล
ฉันบรรจงเรียบเรียงท่วงทำนองเป็นอย่างดี เพราะนี่อาจเป็นโอกาสสุดท้ายของต้นไม้ใหญ่อย่างฉันที่จะได้ทำอะไรให้เธอได้
…
…
…
ฉันมีความสุขนะ
และปรารถนาให้เธอมีความสุขเฉกเช่นกัน…
…
แล้วนี่มิใช่ความรักหรอกหรือ?
…
