27 กุมภาพันธ์ 2009การอ่านหนังสือของคนไทย
บันทึกนี้เป็นจดหมายตอบกลับจดหมายของมหามิตร ฉบับนี้
…
ถึง สมไซ
…
ขอบคุณสำหรับการอวยพรวันเกิด(วันแก่) ที่ช่วยให้ผมย้อนระลึกได้ว่าเหยียบย่างพ้นอายุสามสิบไปอีกปีแล้ว หากอายุเฉลี่ยของคนไทยที่ใช้ชีวิตคละเคล้าสารเคมีทุกวี่วัน อย่างเราๆท่านๆ จะอยู่ได้ถึง 60-70 ขวบปี นั่นหมายความว่าผมสามารถเรียกตัวเองว่า “ชายวัยกลางคน” ได้แล้วสิเนี่ย
…
สำหรับประเด็นสถิติการอ่านหนังสือของคนไทย ที่กล่าวอ้างกันมาแต่ไหนแต่ไร ไม่ว่าจะเป็นเจ็ดบรรทัดต่อปี เจ็ดหน้าต่อปี เจ็ดเล่มต่อปี หรือจะเป็นเจ็ดบรรทัด เจ็ดหน้า เจ็ดเล่มต่อวัน ก็แล้วแต่ใครจะหยิบยกมาเปรียบเปรยกันไป

ผมมองว่ามันเป็นวาทกรรมการค่อนขอด ที่หยิบเอาตัวเลขและหน่วยมาประกอบเพื่อให้ดูน่าเชื่อมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อ Benchmark กับนานาอารยะประเทศ (อเมริกา/สิงคโปร์ ตามที่คุณเอ่ยถึง) มันยิ่งตอกย้ำให้คนที่ได้ฟังรู้สึกว่า
“โห..คนไทยเราอ่านหนังสือน้อยขนาดนี้เลยหรือวะเนี่ย?”
…
ในความเห็นผมแล้ว ไอ้หน่วยที่เอามาอ้างที่ต่างกัน ไม่ว่าจะเป็นเจ็ดบรรทัดต่อปี (ที่ส่งผลให้ใช้เวลาสามชั่วโคตรในการอ่านจบหนึ่งเล่ม) หรือปีละ 5 เล่ม (ที่อาจฟังดูเข้าท่าเข้าทางกว่าในเชิงตรรกะที่สมเหตุสมผล) ล้วนไม่ต่างกันในแง่ประโยชน์ใช้สอยของการกล่าวอ้าง เพราะต่างก็เป็น Adjective Phrase หรือ วลีคุณศัพท์ ที่ช่วยให้มวลสารของการแดกดันมีน้ำหนักมากขึ้นเท่านั้นเอง
…
ไม่ต่างอะไรกับการเปิดเผยตัวเลข ค่าเฉลี่ยของการมีเซ็กส์ อายุเฉลี่ยในการเสียหนุ่มเสียสาวของคนชาติต่างๆ ซึ่งเป็นวาทกรรมรูปแบบเดียวกัน ที่วงการสื่อสารมวลชนนิยมนำมาใช้อ้างอิง เพื่อเพิ่มน้ำหนักของข่าวสารที่ต้องการเสนอ
…
ปัญหาที่น่าปวดหัวกว่าตัวเลขและหน่วยที่ถูกต้อง สำหรับเรื่องการอ่านหนังสือของคนไทยในความเห็นของผมคือ “โอกาสในการอ่าน” เสียมากกว่า ถ้าแบ่งตามเกณฑ์โอกาสในการอ่านแล้ว ผมแบ่งผู้อ่านเป็นสองกลุ่มคือ
…
กลุ่มแรก คือคนที่ขาดโอกาสในการอ่าน หมายถึง ไม่รู้หนังสือ หรือรู้หนังสือแต่ขาดโอกาสการเข้าถึงหนังสือ อันนี้ผมว่าเป็นปัญหาใหญ่หลวงที่ถ้าจะคุยกันก็คงยาว (และอาจทำให้คนที่อ่านหนังสือปีละ 7 บรรทัดจากพวกเราไปเสียก่อน เพื่อกลับมาอ่านต่อในชาติภพหน้า) ดังนั้นขอสรุปทางแก้สั้นๆ คำเดียวว่าต้องให้ “การศึกษา” และโอกาสในการเข้าถึงความรู้ (ในที่นี้คือหนังสือดีๆ ที่เพิ่มพูนประสบการณ์เชิงปัญญา หรือเชิงจิตวิญญาณผ่านความสุนทรีย์ในการอ่าน)
…
กลุ่มที่สอง คือคนที่อ่านออกเขียนได้ มีช่องทางในการเข้าถึงและโอกาสสัมผัสหนังสือดีๆ แต่ดันเหวี่ยงเอาโอกาสเหล่านั้นทิ้งไปไกลสุดขอบกาแล็กซี่ กล่าวคือ ไม่อ่านมันซะงั้น จะด้วยเหตุผลหมื่นล้านประการที่หยิบยกมาอ้าง สำหรับกลุ่มนี้หากมองว่าเป็นพวกน่าเขกกบาล ที่ฉุดให้ค่าสถิติการอ่านของคนไทยลดลงจนเป็นที่ขวยเขิน เมื่อเผยตัวเลขเทียบกับประเทศอื่นๆ เขาก็ตาม แต่การอ่านหนังสือก็อาจมิใช่การเข้าถึงความรู้เพียงหนึ่งเดียว ในกาลสมัยที่โลกหมุนเร็วเยี่ยงนี้
…
ใครคนนั้นอาจทิ้งหนังสือให้ปลวกแทะอยู่บนชั้นเนิ่นนาน แต่เราอาจไม่รู้ว่า
… ใครคนนั้นอาจนั่งสมาธิวิปัสสนาจนบรรลุซึ่งประสบการณ์ทางธรรม
… ใครคนนั้นอาจเดินทางสูดควันพิษและอากาศบริสุทธิ์ตามสถานที่ต่างๆ จนบรรลุประสบการณ์เชิงประจักษ์
… ใครคนนั้นอาจใช้เวลาของชีวิตอย่างมีคุณค่าในเส้นทางอื่น ที่มากกว่าเส้นทางแห่งอักขระ
…
ค่าเฉลี่ยของสิ่งต่างๆ ที่ใครเหล่านั้น เป็น อยู่ คือ จะมีคนใส่ใจบ้างไหม
…
ในโลกที่เวลาของแต่ละชีวิตมีเท่าเดิมและเท่ากัน แต่กิจกรรมและทางเลือกในการเดินมากมายก่ายกอง และถาโถมเข้ามาทุกทิศทุกทาง จนบางคนแค่นั่งคิดว่าวันนี้จะทำอะไรก็ปวดเศียรเสียแล้ว
…
ช่วงนี้ผมอ่านหนังสือวันละเล่ม ดูหนังวันละเรื่อง ทำเป็นกิจวัตร ดูจากค่าเฉลี่ยของหนังสือที่อยากอ่านแต่ยังไม่ได้อ่าน หนังเรื่องที่อยากดูแต่ยังไม่ได้ดู รวมไปถึงหนังสือและหนังที่จะออกมาให้เสพ ในช่วงชีวิตที่เหลืออยู่แล้ว
…
…
ดูท่าชาย(วัยกลางคน) อย่างผมคงต้องเพิ่มปริมาณการอ่านและการดูหนังเป็น 5 เล่ม และ 5 เรื่องต่อวันเสียแล้ว หากไม่อยากค้างคาใจในการใช้ชีวิตในชาตินี้ เพราะชาติหน้าก็ไม่รู้จะมีกระจกข้ามภพข้ามชาติ (แบบในเรื่องทวิภพที่คุณเอ่ยถึง) กลับมาอ่านต่อหรือเปล่า
…
